อบเชย

ถ้าพูดถึงสมุนไพรชนิดนี้แล้วละก่อนเป็นสมุนไพรที่หลายคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีแน่นอนเลยจริง เพราะคุณสมบัติของเขามันยอดเยี่ยมมากเลยจริงๆ  นั้นคือ อบเชย  อบเชย เป็นเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอม ได้มาจากเปลือกไม้ชั้นในที่แห้งแล้วของต้นอบเชย แท่งอบเชยมีสีน้ำตาลแดง มีลักษณะเหมือนแผ่นไม้แห้งที่หดงอหลังจากโดนความชื้น มักจะเรียกตามแหล่งเพาะปลูกเช่น อบเชยจีน อบเชยลังกา อบเชยญวน เป็นต้น ในประเทศไทยไม่นิยมปลูกเพราะภูมิอากาศไม่เหมาะสม นิยมใช้อบเชยในการทำเครื่องแกงเช่น พริกแกงกะหรี่ประเภทผัดที่ใช้ผงกะหรี่ ใช้เป็นไส้กะหรี่ปั๊ป หรือใช้ร่วมกับโป๊ยกั้กในอาหารคาวประเภทต้มเช่น พะโล้และเนื้อตุ๋น แน่นอนว่า อบเชยเห็นเป็นแค่แท่งเล็กๆยาว แต่อบเชยมีสรรพคุณทางยา เนื่องจากมีแทนนินสูงที่ให้รสฝาดจึงนิยมใช้ในยาตำรับแผนโบราณเช่น เป็นส่วนผสมในยาหอมต่าง ๆ โดยใช้ส่วนของเปลือกลำต้น ใช้ในการแก้จุกเสียด แน่นท้อง หรือใช้ในการทำยานัตถุ์ใช้สูดดม เพื่อเพิ่มความสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย แก้โรคท้องร่วงเพราะมีส่วนช่วยต้านแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร ขับปัสสาวะ ช่วยในการย่อยอาหาร และสลายไขมัน ส่วนเปลือกลำต้นอายุมากกว่า 6 ปี หรือใบกิ่งยังนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยได้อีกด้วย ซึ่งจะมีมากในอบเชยญวนที่ให้น้ำมันหอมระเหย 2.5% และอบเชยก็ยังนิยมใส่ในกาแฟในบางประเทศ ที่ควบคุมความสะอาดในการผลิตได้ เนื่องจากมีค่ากำมะถันที่ชดเชยส่วนที่ขาดของค่ากำมะถันทองแดงธรรมชาติในกาแฟได้ ทำให้ลดความเสี่ยงการเป็นเบาหวานได้สูงขึ้นอีก แต่ผู้รับประทานควรระวังคือ ดูวันหมดอายุ หรือสังเกต คราบราดำที่กินกำมะถันอบเชยได้

, ,

มังคุด

เป็นใครใครก็ต้องเชื่อแล้วสำหรับหนึ่งผลไม้ที่ต้องพูดได้เลยว่า ทุกบ้านๆจะต้องมีผลไม้ชนิดนี้ ติดไว้ในบ้านอย่างแน่นอน ติดไว้เพื่อให้สมาชิกคนในครอบครัวของเรานั้นไว้ได้รับประทานกันยามว่าง นั้นคือ มังคุดนั้นเอง เป็นพันธุ์ไม้ไม่ผลัดใบเขตร้อนชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ที่หมู่เกาะซุนดาและหมู่เกาะโมลุกกะ แพร่กระจายพันธุ์ไปสู่หมู่เกาะอินดีสตะวันตกเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 24 แล้วจึงไปสู่ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส ปานามา เอกวาดอร์ ไปจนถึงฮาวาย ในประเทศไทยมีการปลูกมังคุดมานานแล้วเช่นกัน เพราะมีกล่าวถึงในพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ในสมัยรัชกาลที่ 1 นอกจากนั้น ในบริเวณโรงพยาบาลศิริราชยังเคยเป็นที่ตั้งของวังที่มีชื่อว่า “วังสวนมังคุด” ในจดหมายเหตุของราชทูตจากศรีลังกาที่เข้ามาขอพระสงฆ์ไทย ได้กล่าวว่ามังคุดเป็นหนึ่งในผลไม้ที่นำออกมารับรองคณะทูต มังคุในส่วนเนื้อในก็มีสีขาวสะอาด มีรสชาติที่แสนหวาน อร่อยอย่างยากที่จะหาผลไม้อื่นมาเทียบได้เขาเป็นผลไม้ที่มีความสุดยอดเลยจริงแน่นอนว่า ราชินีผลไม้ไทยอย่าง “มังคุด” มีคุณประโยชน์ในการรักษาโรคมะเร็ง โดยจากผลการทดลองในห้องแล็บของศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุชัดว่า สูตรสารธรรมชาติ BIM ที่ผสมผสานสารสกัด GM-1 จากมังคุด ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทยคิดค้นขึ้น ช่วยสร้างเม็ดเลือดขาวชนิด Th1  ที่ทำหน้าที่สร้างภูมิต้านทานในการกำจัดโรคในเซลล์ อาทิ เซลล์มะเร็ง เชื้อรา แบคทีเรีย รวมถึงไวรัส ซึ่งเม็ดเลือดขาว Th17 ภูมิคุ้มกันที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคนอกเซลล์ หรือแม้แต่การเกิดเซลล์มะเร็ง ตามที่นักภูมิคุ้มกันวิทยาได้ศึกษาไว้ โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

, ,
[Top]

ว่านหางจระเข้

เด็กๆหลายคนก็คงจะเคยได้ยินชื่อของ ว่านหางจระเข้กันมาบ้างแล้วนะครับ เป็นต้นพืชที่มีเนื้ออิ่มอวบ จัดอยู่ในตระกูลลิเลี่ยม (Lilium) แหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและบริเวณตอนใต้ของทวีปแอฟริกา พันธุ์ของว่านหางจระเข้มีมากมายกว่า 300 ชนิด ซึ่งมีทั้งพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มากจนไปถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร ลักษณะพิเศษของว่านหางจระเข้ก็คือ มีใบแหลมคล้ายกับเข็ม เนื้อหนา และเนื้อในมีน้ำเมือกเหนียว ว่านหางจระเข้ผลิดอกในช่วงฤดูหนาว ดอกจะมีสีต่างๆกัน เช่น เหลือง ขาว และแดง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมัน ว่านหางจระเข้เป็นพืชชนืดหนึ่งที่พืชอวบน้ำลำต้นสั้นหรือไม่มีลำต้นสูง 60–100 ซม. (24–39 นิ้ว) กระจายพันธุ์โดยตะเกียง ใบหนาอ้วนมีสีเขียวถึงเทา-เขียว บางสายพันธุ์มีจุดสีขาวบนและล่างของโคนใบขอบใบเป็นหยักและมีฟันเล็กๆสีขาว ออกดอกในฤดูร้อนบนช่อเชิงลด สูงได้ถึง 90 ซม. (35 นิ้ว) ดอกเป็นดอกห้อย วงกลีบดอกสีเหลืองรูปหลอด ยาว 2–3 ซม. (0.8–1.2 นิ้ว) ว่านหางจระเข้ก็เหมือนพืชชนิดอื่นในสกุลที่สร้างอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา (arbuscular mycorrhiza) ขึ้น ซึ่งเป็นสมชีพที่ทำให้พืชดูดซึมสารอาหารและแร่ธาตุในดินได้ดีขึ้น สรรพคุณทางยาหรอ ไม่ต้องพูดเลย ของเขาดีจริงๆๆสำหรับ ว่านหางจระเข้ มีสารเคมีอยู่หลายชนิด เช่น Aloe-emodin, Aloesin, Aloin, สารประเภท Glycoprotein และอื่นๆ ยางที่อยู่ในว่านหางจระเข้มีสาร Anthraquinone ทีมีฤทธิ์ขับถ่ายด้วย ใช้ทำเป็นยาดำ มีการศึกษาวิจัยรายงานว่า วุ้นหรือน้ำเมือกของว่านหางจระเข้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรัง และแผลในกระเพาะอาหารได้ดี เพราะในวุ้นใบว่านหางจระเข้นอกจากจะมีสรรพคุณรักษาแผลต่อต้านเชื้อแบคทีเรียแล้วยังช่วยสมานแผลได้ด้วย

, , ,
[Top]

มะตูม

นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่มีคุณค่าในการรักษาโรคเป็นอย่างมากเลยจริง สำหรับสมุนไพรที่ชื่อว่า มะตูม  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegle marmelos อย่างที่บอกคนทางภาคเหนือเรียกว่า มะปิน ส่วนคนทางภาคใต้เรียกว่า กะทันตาเถร, ตูม และตุ่มตัง และคนภาคอีสานก็จะเรียกว่า หมากตูมและภาษาเขมรก็จะเรียกว่า พะโนงค์ ส่วนชาวกะเหรี่ยงก็จะมืชื่อเรียกว่า มะปีส่า เป็นไม้ผลยืนต้นพื้นเมืองในพื้นที่ป่าดิบแล้วบนเนินเขาและที่ราบในอินเดียตอนกลางและตอนใต้ พม่า ปากีสถาน บังกลาเทศ เนปาล เวียดนาม ลาว และกัมพูชา แน่นอนว่ามีการนำไปเพาะปลูกทั่วไปในประเทศอินเดีย รวมทั้งในศรีลังกา แหลมมลายูตอนเหนือ เกาะชวา อินโดนีเซีย และประเทศที่เป็นเกาะอย่าง ฟิลิปปินส์ จัดได้ว่าเป็นพืชเพียงสปีชีส์เดียวที่อยู่ในจีนัส Aegle ผลของมะตูมนั้นต้องบอกเลยว่าสามารถนำมารับประทานได้ทั้งแบบสดและแบบแห้ง น้ำจากผลเมื่อนำไปกรองและเติมน้ำตาลจะได้เครื่องดื่มคล้ายน้ำมะนาว รสชาติยอดเยี่ยมเลยจริงๆ และยังใช้ในการทำ Sharbat ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ได้จากการนำเนื้อผลมะตูมไปผสมกับมะขาม ผลอ่อนฝานแล้วตากแห้งนำไปต้มกับน้ำเป็นน้ำมะตูม นำมายำ ใบอ่อนและยอดอ่อนใช้รับประทานเป็นผักสลัด กินกับน้ำพริก ลาบ และข้าวยำ ผลแก่แต่เปลือกยังนิ่มนำมาฝานแล้วทำเป็นมะตูมเชื่อม ซึ่งนำไปเป็นส่วนผสมของขนมอื่นอีกหลยอย่าง มะตูมสุก เนื้อเละใช้รับประทานเป็นผลไม้ และใช้เป็นยารักษาอาการท้องร่วง ท้องเดิน โรคลำไส้ ตาแห้งไข้หวัดธรรมดา และยังใช้รักษาอาการท้องผูกเรื้อรังได้เป็นอย่างดี

 

, ,
[Top]

ดีปลี

ดีปลี ชื่อสามัญ Long pepper ชื่อวิทยาศาสตร์  Piper retrofractum Vahl และมีชื่อเรียกตามท้องถิ่นของไทยว่า ดีปลีเชือก  ปานนุประดงข้อ  พิษพญาไฟ  ปีกผัวะ เป็นต้น

ดีปลี เป็นพืชเก่าแก่ที่มีความสำคัญชนิดหนึ่ง อยู่ในตระกูลพริกไทย มีถิ่นกำเนิดที่เกาะโมลัคคาสในมหาสมุทรอินเดีย แต่ได้มีการนำมาปลูกและแพร่กระจายในประเทศไทยกับประเทศอินโดนิเซีย โดยจัดเป็นไม้เถามากฝอยออกบริเวณข้อยึดเกาะและเลื้อยพัน แตกกิ่งก้านสาขามากเจริญเติบโตได้ดีในที่ชุ่มชื้น มีแสงแดดรำไร ใบเป็นใบเดี่ยวลักษณะเป็นรูปไข่แกมขอบขนาน มีสีเขียนเข้ม ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบผิวเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อยใบกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร  ดอกผลสดมีสีเขียวเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ลักษณะผลอัดกันแน่นเป็นช่อรูปทรงกระบอก โคนใหญ่กว่าปลายไม่มาก ผิวของผลค่อนข้างหยาบ และมีเกสรตัวเมียติดอยู่ ผลย่อยมีเมล็ดเดียว โดยเมล็ดจะมีขนาดเล็ก

สรรพคุณ

  • เชื่อกันว่าดีปลีมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลังและช่วยบำรุงกำหนัด
  • ช่วยแก้ลมวิงเวียน ด้วยการใช้ดอกแก่นำมาต้มน้ำดื่ม
  • แก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อช่วยขับลมในลำไส้หรือระบบทางเดินอาหาร สาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้
  • ช่วยแก้เสมหะ ขับเสมหะ แก้เสมหะพิการ น้ำลายเหนียว ด้วยการใช้ผลแก่แห้งครึ่งผลนำมาฝนกับน้ำมะนาว แทรกเกลือเล็กน้อยแล้วใช้กวาดคอหรือใช้จิบบ่อย ๆ
  • เถาดีปลีช่วยแก้อาการปวดฟัน หรือจะใช้ผลนำมาฝนเอาน้ำมาทาบริเวณที่ปวดก็ได้

 

ข้อควรระวัง

  • ไม่ควรบริโภคดีปลีในปริมาณที่มากเกินไป เพราะอาจจะทำให้กระเพาะอักเสบ แสบทวารเวลาขับถ่ายได้
  • สำหรับผู้ที่เป็นไข้ ไม่ควรรับประทานดีปลี เพราะจะทำให้เป็นร้อนในด้วย
  • และสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ห้ามรับประทานดีปลีเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้แท้งบุตรได้

 

 

, , , ,
[Top]

ทุเรียนเทศ

ทุเรียนเทศ ชื่อสามัญ  Soursop ชื่อวิทยาศาสตร์ Annona muricata มีชื่อตามท้องถิ่นต่างๆทั่วทุกภาคในประเทศไทยว่า มะทุเรียน  หมากเขียบหลด ทุเรียนแขก ทุเรียนน้ำ เป็นต้น

ทุเรียนเทศจัดอยู่ในตระกูลเดียวกับน้อยหน่า กระดังงา นมแมว และจำปี โดยลักษณะผลนั้นมีรูปร่างคล้ายทุเรียน และมีหนาม เลือกมีสีเขียว เนื้อมีสีขาว ฉ่ำน้ำ รสหวานอมเปรี้ยว ซึ่งพืชชนิดนี้นิยมปลูกมากในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแถบอเมริกากลาง เหมือนทุเรียน ทุเรียนเทศชอบอากาศที่มีความชื้นสูง โดยปกติแล้วจะพบว่ามีการเพาะปลูกมากในภาคใต้ของประเทศไทย รวมไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์พบว่าทุเรียนเทศนี้ได้หายไปจากตลาดท้องถิ่น แต่กลับได้ในรูปของการแปรรูป เช่น น้ำทุเรียนเทศเข้มข้น น้ำทุเรียนเทศบรรจุกล่องพร้อมดื่มในร้านแถวรัฐปีนังของมาเลเซีย

สรรพคุณ

  • ทุเรียนเทศรักษามะเร็ง ผลไม้ชนิดนี้ถูกนำมาวิจัยอย่างจริงจังในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่ามันมีคุณสมบัติการฆ่าเซลล์มะเร็งได้ทุกชนิด และในมหาวิทยาลัยคาทอลิกในเกาหลีใต้ ได้มีการทดลองนำสารสกัดจากทุเรียนเทศมาเทียบกับยาเคมีบำบัด ผลปรากฏว่ามันฤทธิ์มากกว่า 10,000 เท่า ! ในการช่วยลดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง
  • สารสกัดจากส่วนของใบ เมล็ด และลำต้นของทุเรียนเทศมีฤทธิ์ในการต่อต้านไวรัสและเซลล์มะเร็ง
  • ผลสุกช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
  • เมล็ดนำมาใช้ในการช่วยสมานแผลและห้ามเลือด
  • เปลือก ราก และดอกมีการนำมาใช้เกี่ยวกับข้ออักเสบและผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ

 

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

  • การรับประทานทุเรียนเทศติดต่อกันเป็นเวลานานๆ อาจจะทำในเกิดโรคพาร์กินสันได้เพราะในทุเรียนเทศมีสาร แอนโนนาซิน มีผลในการทำลายเซลล์สมอง
  • เมล็ดและเปลือกก็มีสารอัลคาลอยด์อยู่ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย

 

, , , ,
[Top]

หญ้างวงช้าง

หญ้างวงช้าง ชื่อสามัญ  Alacransillo ชื่อวิทยาศาสตร์ Heliotropium indicum L.  มีชื่อตามท้องถิ่นต่างๆในประเทศไทยว่า ผักแพวขาว  หวายงวงช้าง กุนอกาโม  ชื้อเจาะ  เป็นต้น

ต้นหญ้างวงช้าง จัดอยู่ในวงศ์หญ้างวงช้าง เป็นพรรณไม้ล้มลุก มีความสูงของต้นประมาณ 15-60 เซนติเมตร ลักษณะใบเป็นรูปไข่ รูปกลมรี หรือป้อม ปลายแหลมสั้น กลางใบกว้างออก โคนใบมนรีหรือเรียวต่อลงมาถึงก้านใบ ส่วนขอบใบหยักเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกวางประมาณ 2-5 เซนติเมตร ยามประมาณ 3-8 เซนติเมตร แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม ผิวใบหยาบ มีรอยย่นขรุขระ เป็นใบเดียว ออกเรียงสลับออกเกือบตรงข้ามกัน  มีอายุเพียงฤดูเดียว เกิดในฤดูฝน ถึงหน้าแล้งก็ตาย  ลำต้นแตกกิ่งก้านมาก มีขนหยาบปกคลุมตลอดทั้งต้น ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด จัดเป็นไม้กลางแจ้งชอบแสงเจอได้ทั่วไปในที่ๆมีความชื้น เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท พบได้ตามพื้นที่ชื้นแฉะ เช่น ตามริมแม่น้ำ ลำคลอง ทางน้ำ ท้องนา แหล่งน้ำต่างๆ หรือตามที่รกร้างทั่วไป

สรรพคุณ

  • น้ำจากใบหญ้างวงช้างมีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
  • นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอื่น ๆ ที่ระบุถึงสรรพคุณของหญ้างวงช้างไว้อีกหลายอย่าง เพียงแต่ข้อมูลดังกล่าวนั้นไม่มีแหล่งที่ที่น่าเชื่อถือได้ จึงไม่ทราบแน่ชัดว่าหญ้างวงช้างมีสรรพคุณตามที่นั้นหรือไม่ ซึ่งจากข้อมูลได้ระบุสรรพคุณนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วว่า ต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษตานซาง แก้หนองใน และที่ไม่ระบุส่วนที่ใช้ก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้น้ำเหลืองเสีย รักษาเริม งูสวัด ขยุ้มตีนหมา เป็นต้น ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชระบุไว้ว่ามีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ต้านเชื้อรา ไล่แมลง คุมกำเนิด เร่งการสมานแผล ฯลฯ เป็นต้น
  • ช่วยแก้หอบหืด ด้วยการใช้ลำต้นสดนำมาต้มเอาแต่น้ำกิน
  • ใช้แก้หนองในช่องคลอด
  • ช่วยขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ด้วยการใช้ลำต้นสดนำมาต้มเอาแต่น้ำกินเป็นยา

 

ข้อแนะนำและควรระวัง

  • สตรีมีครรภ์ ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้ถ้าใช้มากเกินขนาด อาจทำให้แท้งบุตรได้
  • ทั้งต้นหญ้างวงช้างมีสารพิษเป็นสารพิษที่ออกฤทธิ์ต่อตับ หากได้รับในครั้งแรกจะทำให้อาเจียน หลังจากนั้นประมาณ 8-10 ชั่วโมง จะมีอาการชักกระตุกควบคู่ไปกับอาการอาเจียน ท้องเดิน ปวดท้อง และหมดสติ
, , , ,
[Top]

ขมิ้นชัน

ขมิ้น หรือขมิ้นชัน ชื่อสามัญ Turmeric ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Curcuma longa L.  ขมิ้น เป็นพืชล้มลุกที่จัดอยู่ในตระกูลขิง มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้ามีสีเหลืองเข้มจนถึงสีแสดจัด  มีกลิ่นเฉพาะตัว โดยถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีอยู่ทั่งทุกภาคของประเทศไทยมีชื่อเรียกอื่นตามท้องถิ่น เช่น ขมิ้นชัน  ขมิ้นแกง  ขมิ้นหยอก ขมิ้นหัว ขี้มิ้น หมิ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาษาท้องถิ่นของแต่ละภาค นิยมนำไปใช้ในการประกอบอาหาร แต่งสี แต่งกลิ่นอาหาร และ ทำเป็นสีย้อมผ้า   ขมิ้นเต็มไปด้วยสารอาหารแร่ธาตุหลายชนิด เช่น  วิตามินเอ วิตามินบี 1,2,3 วิตามินซี วิตามินอี ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และเกลือแร่ต่างๆ รวมไปถึงเส้นใย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน เป็นต้น

มีประวัติในการนำมาใช้ในการรักษามากกว่า 5,000 ปี สำหรับขมิ้นชันที่จะนำมาใช้ประโยชน์นั้น การเก็บเกี่ยวไม่ควรเก็บในระยะที่ขมิ้นเริ่มแตกหน่อ เพราะจะทำให้สารที่มีประโยชน์อย่างเคอร์คูมินในขมิ้นมีน้อย ส่วนเหง้าที่เก็บมาต้องมีอายุอย่างน้อย 9-12 เดือน และต้องไม่เก็บไว้นานเกินไป และไม่ให้ถูกแสงแดด เพราะน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นจะหมดไปเสียก่อน

 

สรรพคุณ

  • ช่วยเสริมความต้านทานต่อร่างกาย
  • ขมิ้นชันอาจมีบทบาทช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง เช่น โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งปากมดลูก
  • มีฤทธิ์ในการต่อต้านการกลายพันธุ์ ต้านสารก่อมะเร็งที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคที่เกิดจากการเสื่อมของร่างกาย และโรคเบาหวาน
  • ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส เช่น แบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคท้องเสีย แบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง เป็นต้น
  • ช่วยบำรุงตับ ป้องกันตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ และป้องกันตับจากการถูกทำลายของยาพาราเซตามอล

 

คำแนะนำ

  • ขมิ้นชันมีผลข้างเคียงคืออาการแพ้ เช่นคลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดหัว นอนไม่หลับ หากมีอาการดังกล่าวควรหยุดรับประทาน
  • หากเรารับประทานขมิ้นเพื่อรักษาโรคเมื่อโรคหายแล้วควรหยุดรับประทานต่อเนื่องเพราะร่างกายได้รับมากเกินความต้องการอาจจะกลายเป็นโทษเสียเอง
, , , ,
[Top]

ใบบัวบก

บัวบก หรือ ใบบัวบก ชื่อสามัญ Gotu kola ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Centella asiatica (L.) Urb. มีชื่อตามท้องถิ่นว่า ผักหนอก, ผักแว่น , กะโต่ เป็นต้น ต้นบัวบกจัดอยู่ในวงศ์ผักชี  เป็นพืชสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดในแถบเอเชีย เป็นพืชล้มลุก ขนาดเล็กมีกลิ่นฉุน รสชาติขมหวาน  ใบบัวบก มีสารประกอบสำคัญหลายชนิด อย่างเช่น บราโมซัยด์ บรามิโนซัยด์ ไตรเตอพีนอยด์ มาดิแคสโซซัยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบ และยังมีกรดมาดิแคสซิค วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินเอ วิตามินเค ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโซเดียม และกรดอะมิโน อย่างเช่น แอสพาเรต กรดกลูตามิก เซรีน ทรีโอนีน อะลานีน ไลซีน ฮีสทีดิน เป็นต้นใบบัวบกเหมาะสำหรับคนที่ขี้ร้อน มีภาวะแกร่ง หรือมีความร้อนชื้น เพราะเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาเย็น

สรรพคุณ

  • ใบบัวบกมีสารยับยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยต่อต้านโรคมะเร็ง
  • ใบบัวบกมีสรรพคุณช่วยชะลออาการของโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ สตรีวัยทอง โรคอัลไซเมอร์หรืออาการหลงลืมระยะสั้นได้
  • ช่วยรักษาอาการตาอักเสบบวมแดง ด้วยการใช้ใบบัวบกล้างน้ำสะอาด คั้นเอาแต่น้ำนำมาหยดที่ตา 3-4 ครั้งต่อวัน
  • บัวบกเป็นพืชที่มีแคลเซียมในระดับปานกลางถึงสูง แต่มีระดับสารออกซาเลตที่เป็นอันตรายต่อร่างกายในปริมาณต่ำ
  • ประโยชน์ของใบบัวบก ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ฟื้นฟูรอบดวงตา เพราะบัวบกมีวิตามินเอสูง
  • ช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
  • มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆในร่างกาย

 

คำแนะนำ

  • บัวบกไม่เหมาะกับคนที่มีภาวะเย็นพร่อง หรือขี้หนาว ท้องอืดบ่อย ๆ
  • การรับประทานใบบัวบกคุณควรพิจารณาพื้นฐานของร่างกาย อย่ามองแต่สรรพคุณเพียงอย่างเดียว
  • การดื่มน้ำบัวบกติดต่อกันทุกวัน ให้ดื่มแค่วันละประมาณ 50 มิลลิลิตร
  • การเก็บใบบักบกอย่าเก็บมาเฉพาะใบ เพราะจะทำให้ได้ตัวยาสมุนไพรมาไม่ครบ ให้ถอนมาทั้งต้นและราก เพราะในส่วนของรากจะมีตัวยาสมุนไพรอยู่ด้วย
, , , ,
[Top]

ฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจร ชื่อสามัญ Kariyat ชื่อวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees  เป็นพืชที่มีอยู่ทุกที่ในประเทศไทยจึงทำให้มีชื่อตามท้องถิ่นต่างๆว่า ฟ้าทะลาย ,ฟ้าทะลายโจร,น้ำลายพังพอน,สามสิบดี เขตตายายคลุม,หญ้ากันงู,ฟ้าสะท้าน,เมฆทะลาย ,ฟ้าสาง,ขุนโจรห้าร้อย เป็นต้น

ฟ้าทะลายโจรจัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ เป็นพืชล้มลุกที่มีความสูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม แตกกิ่งมากทุกส่วนของต้นมีรสขม แผ่นใบจะมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ลักษณะใบจะรียาว ปลายใบแหลม ดอกจะเป็นช่อที่ปลายกิ่งและตามซอกใบ ดอกมีขนาดเล็กสีขาว มีดอกย่อย กลีบดอกมีสีขาวโคนกลีบติดกัน ปลายดอกแยกออกเป็น2ปาก ปากบนมี3กลีบ ปากล่างมี2กลีบ ผลเป็นฝักคล้ายกับฝักต่อยติ่ง ฝักอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และแตกได้ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก  สามารถพบได้ทั่วไปในประเทศไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน และหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน

สรรพคุณ

–    สรรพคุณฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

–    สรรพคุณฟ้าทะลายโจรช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย รวมไปถึงช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวให้จับกินเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

–   ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้ต้นฟ้าทะลายโจร กระชาย และว่านเอ็นเหลือง นำมาทำเป็นยาเม็ดลูกรับประทาน

–  สรรพคุณฟ้าทะลายโจร ใบใช้เป็นยาขมช่วยทำให้เจริญอาหาร

–  ช่วยแก้อาการติดเชื้อ ระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน เป็นบิด ด้วยการใช้ทั้งต้นนำมาผึ่งลมให้แห้งแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 กำมือ แล้วนำมาต้มกับน้ำดื่มตลอดวัน

คำแนะนำ

-สตรีมีครรภ์

-ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ

-ผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจรูห์มาติค

-ผู้ที่มีอาการเจ็บคอเนื่องมาจากการติดเชื้อ Streptococcus group A

-ผู้ที่มีประวัติเคยเป็นโรคไตอักเสบ เนื่องมาจากการติดเชื้อ Streptococcus group A

-ผู้ที่มีอาการเจ็บคอเนื่องจากติดเชื้อแบคทีเรียและมีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูง มีอาการหนาวสั่น มีหนองในลำคอ

, , , ,
[Top]